บริษัท”เทสลา” ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของสหรัฐ เตรียมปลดพนักงาน 7% เพื่อการผลิตรถยนต์ให้มีราคาถูกลง หวังเข้าถึงตลาดผู้บริโภคระดับกลางได้มากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ว่าบริษัทเทสลา ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของสหรัฐ ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ เตรียมปลดพนักงาน “ประมาณ 7%” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทกำลังประสบกับ “ความท้าทายมากมาย” จากทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้ เทสลายังไม่ได้ให้ข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนพนักงานซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่ง “ก่อนเวลาอันควร” แต่สถิติล่าสุดเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้วระบุว่า บริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองพาโล อัลโต ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีพนักงานประมาณ 45,000 คน จึงหมายความว่าประมาณ 3,150 คนอาจต้องออกจากงานก่อนกำหนด
 
แม้นายอีลอน มัสก์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของเทสลา ยืนยันว่าบริษัทยังคง “มีเสถียรภาพ” เนื่องจากได้กำไร 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 9,952 ล้านบาท ) ในไตรมาสล่าสุดของปีงบประมาณล่าสุดที่สิ้นสุดเมื่อเดือนต.ค. ปีที่แล้ว แต่ในความจริงเป็นเพียงไตรมาสที่ 3 ในรอบ 8 ปีเท่านั้นที่เป็นไตรมาสซึ่งเทสลาได้กำไร ขณะเดียวกัน มัสก์เผยว่าเขาต้องการเจาะตลาด “ผู้บริโภคระดับกลาง” ให้มากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องมีการลดต้นทุนการผลิต “เทสลา โมเดล ทรี” ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุด และราคาเริ่มต้นอยู่ที่คันละ 44,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.4 ล้านบาท )

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของเทสลาร่วงลงมากถึง 13% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย เหลือ 302.26 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 9,672.32 บาท ) เนื่องจากเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น เทสลาประกาศเรียกคืนรถยนต์ “เทสลา เอส” มากกว่า 14,000 คันในจีน โดยเป็นรถยนต์ที่ผลิตระหว่างเดือนก.พ. 2557 ถึงเดือนธ.ค. 2559 เนื่องจากสินค้าที่ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวติดตั้งถุงลมที่ผลิตโดยบริษัท “ทาคาตะ” ของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างปัญหาให้กับรถยนต์หลายยี่ห้อจนมีการเรียกคืนรวมกันแล้วเกือบ 30 ล้านคัน ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา.